ร้านจำนวนมากขายดีแต่เงินไม่เหลือ สาเหตุที่พบบ่อยมีสองอย่าง คือตั้งราคาจากความรู้สึกโดยไม่ได้คิดต้นทุนครบ และค่าส่งที่เก็บจากลูกค้าไม่พอกับค่าส่งจริง ทุกออเดอร์จึงเสียเงินไปทีละนิดโดยไม่รู้ตัว
บทความนี้พาคิดทีละขั้น ตั้งแต่ต้นทุนต่อชิ้น ราคาขาย ไปจนถึงการเลือกวิธีคิดค่าส่งที่เหมาะกับร้าน
เริ่มจากต้นทุนต่อชิ้นให้ครบ
ต้นทุนไม่ได้มีแค่ราคาของหรือวัตถุดิบ ลองไล่ดูทีละข้อ
- ตัวสินค้าหรือวัตถุดิบ
- บรรจุภัณฑ์ กล่อง บับเบิล เทป สติกเกอร์ การ์ดขอบคุณ
- ของเสีย ขนมที่ขายไม่หมด ชิ้นงานที่แตกระหว่างผลิต เฉลี่ยออกมาเป็นต่อชิ้น
- ค่าใช้จ่ายประจำของร้าน เช่น ค่าระบบร้านออนไลน์ ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าน้ำไฟ แล้วหารด้วยจำนวนชิ้นที่ขายได้ต่อเดือน
- เวลาของคุณ ถ้าไม่นับ ร้านจะดูมีกำไรทั้งที่คุณทำงานฟรี
ตัวอย่าง (ตัวเลขสมมติ) แก้วเซรามิกทำมือหนึ่งใบ ค่าดินและเคลือบ 120 บาท ค่าเผา 40 บาท กล่องและกันกระแทก 25 บาท ของเสียเฉลี่ย 15 บาท รวมต้นทุน 200 บาท ถ้าขาย 450 บาท จะเหลือ 250 บาทต่อใบ สำหรับค่าเวลาและค่าใช้จ่ายของร้าน ซึ่งต้องพอด้วย
ตั้งราคาขาย: มองสามด้าน
- ต้นทุนบวกส่วนที่คุณต้องการเหลือ นี่คือราคาต่ำสุดที่ขายได้โดยไม่ขาดทุน
- ราคาของที่คล้ายกันในตลาด ไม่จำเป็นต้องถูกที่สุด แต่ควรอธิบายได้ว่าทำไมราคานี้
- คุณค่าที่ลูกค้าได้ ทำมือ อบสดใหม่ สั่งทำตามแบบ หรือบริการที่ดี ล้วนเป็นเหตุผลให้ราคาสูงกว่าได้
ระวังการตั้งราคาต่ำเพื่อดึงลูกค้าในช่วงแรก เพราะขึ้นราคาทีหลังยากกว่าเริ่มต้นที่ราคาที่ถูกต้อง และถ้าขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ราคาที่ตรงกันทำให้ลูกค้าเชื่อใจ ถ้าราคาออนไลน์ต่างเพราะค่าแพ็กของ ก็บอกเหตุผลตรง ๆ
ค่าส่งแบบเหมา: ทางที่ง่ายที่สุด
ค่าส่งแบบเหมาคือคิดเท่ากันทุกออเดอร์ ลูกค้าเห็นตั้งแต่ก่อนจ่าย ไม่มีบวกเพิ่มทีหลัง และคุณไม่ต้องคำนวณใหม่ทุกครั้ง
วิธีเลือกตัวเลข:
- ย้อนดูพัสดุ 10–20 กล่องล่าสุด ว่าส่งจริงกี่บาท
- ใช้ค่าที่เจอบ่อย ไม่ใช่ค่าที่ถูกที่สุด จะได้ไม่ขาดทุนกับกล่องที่ใหญ่หรือไกลกว่าปกติ
- ของชิ้นใหญ่หรือหนักเป็นพิเศษ บวกส่วนต่างค่าส่งเข้าไปในราคาของชิ้นนั้นเลย ค่าส่งแบบเหมาจะได้ยังใช้ได้กับออเดอร์ส่วนใหญ่
- ลองใช้หนึ่งเดือนแล้วทบทวน ว่าค่าส่งที่เก็บได้ครอบคลุมค่าส่งจริงหรือไม่
ใน Tellsell คุณตั้งค่าส่งแบบเหมาหนึ่งราคาในแดชบอร์ด ยอดรวมคำนวณจากราคาในระบบทุกครั้ง ลูกค้าแก้เองไม่ได้ และ QR พร้อมเพย์จะรวมค่าส่งไว้ในยอดแล้ว
ส่งฟรีเมื่อซื้อครบ
ลูกค้าชอบคำว่าส่งฟรี และหลายคนยอมหยิบเพิ่มอีกชิ้นเพื่อให้ถึงยอด ทั้งออเดอร์ใหญ่ขึ้นและลูกค้ารู้สึกคุ้ม
วิธีตั้งยอด:
- ดูว่าออเดอร์ส่วนใหญ่ของร้านอยู่ที่เท่าไร แล้วตั้งยอดส่งฟรีให้สูงกว่านั้นเล็กน้อย
- เช็กว่ากำไรที่ยอดนั้นยังพอจ่ายค่าส่ง เพราะคุณเป็นคนจ่ายแทนลูกค้า
ตัวอย่าง (ตัวเลขสมมติ) ค่าส่งจริงเฉลี่ย 50 บาท ออเดอร์ส่วนใหญ่อยู่ที่ 300–400 บาท ลองตั้งส่งฟรีเมื่อซื้อครบ 500 บาท แล้วดูว่ากำไรจากออเดอร์ 500 บาทยังเหลือหลังหักค่าส่ง 50 บาทหรือไม่
ใน Tellsell หน้าชำระเงินจะแสดงว่า “ส่งฟรีเมื่อซื้อครบ” ยอดเท่าไร โดยนับจากยอดสินค้า และถ้าอยากส่งฟรีทุกออเดอร์ ตั้งค่าส่งเป็น 0 ได้เลย
รับเองที่ร้าน
เหมาะกับร้านกาแฟ เบเกอรี่ ของสด ของแตกง่าย และลูกค้าประจำในละแวกนั้น ลูกค้าไม่เสียค่าส่ง คุณก็ไม่ต้องแพ็กกล่อง
- ใส่เวลาเปิดปิดและที่อยู่พร้อมแผนที่ ในข้อมูลร้าน ทำได้จากปุ่มข้อมูลร้านใน LINE
- บอกลูกค้าว่าของพร้อมรับเมื่อไร โดยเฉพาะของที่ทำตามออเดอร์
ใน Tellsell ลูกค้าเลือก “รับเองที่ร้าน” ตอนชำระเงิน และไม่ต้องกรอกที่อยู่ คุณเปิดทั้งรับเองและจัดส่งพร้อมกันได้ ให้ลูกค้าเลือกเอง
หลังส่งของ
เมื่อส่งพัสดุแล้ว กด จัดส่งแล้ว ใน LINE แล้วพิมพ์เลขพัสดุได้ ลูกค้าที่ให้อีเมลไว้จะได้อีเมลแจ้งพร้อมเลขพัสดุ ช่วยลดข้อความถาม “ของถึงไหนแล้ว” ได้มาก
ทบทวนราคาเป็นระยะ
- ดูต้นทุนใหม่ทุกไม่กี่เดือน วัตถุดิบ กล่อง และค่าส่งขึ้นลงได้เสมอ
- ถ้าต้องขึ้นราคา บอกลูกค้าประจำล่วงหน้าพร้อมเหตุผลสั้น ๆ
- เรื่องภาษี รายได้จากการขายออนไลน์ต้องนำไปยื่นภาษีเหมือนรายได้อื่น และการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นกับรายได้ของร้าน รายละเอียดควรตรวจกับนักบัญชีหรือกรมสรรพากรโดยตรง
สรุป
ราคาที่ดีเริ่มจากต้นทุนที่ครบ ส่วนค่าส่งที่ดีคือแบบที่ลูกค้าเข้าใจง่ายและคุณไม่ขาดทุน สำหรับร้านส่วนใหญ่ ค่าส่งแบบเหมา ส่งฟรีเมื่อซื้อครบ และรับเองที่ร้าน ครอบคลุมแทบทุกสถานการณ์ ถ้าอยากลองตั้งร้านและค่าส่งจริงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดแพ็กเกจฟรีของ Tellsell
ตั้งราคาและค่าส่งร้านออนไลน์อย่างไรไม่ให้ขาดทุน
LINE MyShop คืออะไร ต่างจากเว็บขายของของร้านเองยังไง
วิธีขายของออนไลน์สำหรับมือใหม่: เริ่มจากศูนย์ทีละขั้น
ขายของในช้อปปี้ หรือมีเว็บขายของของตัวเอง แบบไหนดีกว่า